รวมวิทยากร · All speakers

Conscious Dining Day Recap · Speaker story

  • 5 ตุลาคม 2569
  • Plant-Rich Leaders: Awards & Showcase 2026

5 October 2026 · Plant-Rich Leaders: Awards & Showcase 2026

ดร.สุทธิพร งามอรุณโชติ หรือ ดร.แบ๊งค์Dr. Suthiporn Ngamarunchot, Dr. Bank

ผู้อำนวยการสถาบันนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม มจธ.Director, Science, Technology and Innovation Policy Institute (STIPI), KMUTT

ดร.สุทธิพร งามอรุณโชติ หรือ ดร.แบ๊งค์

Wellness Economy กับเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่

Wellness Economy as a new growth engine

Wellness สามารถลากอาหารและภาคเกษตรให้เติบโตไปด้วยกัน เมื่อความต้องการด้านสุขภาพสร้างแรงส่งให้เกิดนวัตกรรมตลอดห่วงโซ่Wellness can pull food and agriculture forward together, creating demand for innovation across the value chain.

Wellness Economy กับโอกาสใหม่ที่เชื่อมอาหาร เกษตร และการท่องเที่ยวไทยให้เติบโตไปพร้อมกัน

ลองนึกถึงนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาไทยเพื่อพักผ่อนและดูแลสุขภาพ เขาอาจเข้าพักในโรงแรมที่มีบริการ Wellness รับประทานอาหารที่ออกแบบตามหลักโภชนาการ และซื้อผลิตภัณฑ์สุขภาพกลับประเทศ

เบื้องหลังการใช้จ่ายเหล่านี้มีธุรกิจเกี่ยวข้องมากกว่าโรงแรมหรือสถานบริการสุขภาพ อาหารหนึ่งมื้อเชื่อมโยงไปถึงผู้ผลิตวัตถุดิบ เกษตรกร โรงงานแปรรูป และนักวิจัย ส่วนบริการสุขภาพก็สร้างความต้องการเครื่องมือแพทย์ เทคโนโลยี และบุคลากรเฉพาะทาง

หากอุตสาหกรรมเหล่านี้เติบโตไปด้วยกัน ความต้องการด้านสุขภาพของผู้บริโภคหนึ่งคนก็สามารถสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่อเนื่องไปได้หลายภาคส่วน

นี่เป็นภาพตัวอย่างที่ช่วยอธิบายแนวคิดของ ดร.สุทธิพร งามอรุณโชติ หรือ ดร.แบ๊งค์ ผู้อำนวยการสถาบันนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ซึ่งบรรยายเรื่อง Wellness และ Longevity ในมุมมองเชิงนโยบาย บนเวที Plant-Rich Leaders: Awards & Showcase 2026 เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม

ดร.แบ๊งค์มองว่า Wellness มีศักยภาพเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของไทย เพราะสามารถสร้างแรงส่งไปยังอุตสาหกรรมอื่น โดยเฉพาะอาหาร เกษตร การท่องเที่ยว และเครื่องมือแพทย์

ทำไมไทยต้องมีเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่

ดร.แบ๊งค์เริ่มจากภาพเศรษฐกิจไทยที่เติบโตช้าลงต่อเนื่อง จากระดับเฉลี่ยประมาณ 8-10% ก่อนวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 เหลือราว 4% ในช่วงหลังวิกฤต และอยู่บริเวณ 2% ในช่วงหลังโควิด ขณะที่การบริโภค การลงทุน และการใช้จ่ายภาครัฐต่างเผชิญข้อจำกัดจากภาระหนี้และสภาพเศรษฐกิจ

ภายใต้ร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ซึ่งครอบคลุมปี 2571-2575 จึงมีการพิจารณา 7 ภาคเศรษฐกิจเป้าหมาย ได้แก่ เกษตร การแปรรูปสินค้าเกษตร การท่องเที่ยว Creative Content Economy, Wellness, Next-generation Mobility และ Advanced Technology โดยกรอบดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการหารือและปรับปรุง

เป้าหมายที่นำเสนอคือให้อุตสาหกรรมเหล่านี้เติบโตอย่างน้อยประมาณ 5.5% ต่อปี เพื่อช่วยดึงการเติบโตของเศรษฐกิจไทยจากระดับประมาณ 2% ไปสู่ 3-3.5% พร้อมยกระดับ Productivity ทั้งด้านแรงงาน ทุน และเทคโนโลยี

การเลือก Growth Engine จึงสัมพันธ์กับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยโดยตรง โดยมุ่งสร้างอุตสาหกรรมที่เติบโตได้เร็วขึ้นและมีความสามารถในการผลิตสูงขึ้น

Wellness จะลากอาหารและเกษตรได้อย่างไร

ช่วงหนึ่งของการบรรยาย ดร.แบ๊งค์กล่าวว่า

“Wellness สามารถลากอาหาร และลากอะกริได้”

คำว่า “อะกริ” หมายถึง Agriculture หรือภาคเกษตร ท่านอธิบายว่า Wellness มีความเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมอื่นสูง ทั้งการท่องเที่ยวและการผลิตเครื่องมือแพทย์ แม้แต่ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ก็อาจนำความสามารถเดิมมาปรับใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ได้

ในทางเศรษฐศาสตร์ ความสัมพันธ์นี้เรียกว่า Forward และ Backward Linkage ซึ่งอธิบายการส่งต่อความต้องการระหว่างอุตสาหกรรมต้นน้ำและปลายน้ำ

สำหรับอาหารและเกษตร ดร.แบ๊งค์แบ่งเครื่องยนต์เศรษฐกิจออกเป็นสามรูปแบบ ได้แก่ เครื่องยนต์ขนาดใหญ่จากสินค้า Commodity ที่ผลิตในปริมาณมาก เครื่องยนต์ขนาดเล็กจากสินค้าพรีเมียมและงานคราฟต์ และเครื่องยนต์ใหม่อย่าง Plant-based Food, Novel Food และ Nutraceutical

ตัวอย่างเช่น วัตถุดิบทางการเกษตรชนิดหนึ่งอาจจำหน่ายเป็นสินค้าทั่วไป ขณะที่การพัฒนาคุณภาพหรือกระบวนการแปรรูปสามารถเพิ่มโอกาสเข้าสู่ตลาดพรีเมียมได้ ส่วนการต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพยังต้องอาศัยงานวิจัย มาตรฐาน และเทคโนโลยีเพิ่มเติม

ตัวอย่างนี้ช่วยให้เห็นภาพว่า ฐานเกษตรและอาหารของไทยสามารถรองรับการสร้างมูลค่าได้หลายรูปแบบ และมีโอกาสเชื่อมโยงกับตลาด Wellness ที่กำลังขยายตัว

ตลาดสุขภาพโตแล้ว ไทยผลิตอะไรได้มากขึ้น

ดร.แบ๊งค์ยกอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์เป็นตัวอย่างของความสำคัญด้าน Productivity

ไทยมีภาคบริการโรงพยาบาลที่เข้มแข็ง แต่การผลิตเครื่องมือแพทย์ในประเทศยังมีสัดส่วนมากอยู่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ใช้ครั้งเดียว ขณะที่เครื่องมือแพทย์ประเภทครุภัณฑ์คงทนและมีเทคโนโลยีซับซ้อนยังต้องพึ่งพาการนำเข้า

ความต้องการจากโรงพยาบาลจึงเป็นโอกาสสำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ในประเทศ โดยเชื่อมความแข็งแกร่งของภาคบริการเข้ากับการลงทุนและการผลิตเทคโนโลยี

แนวคิดนี้สะท้อนความสำคัญของ Productivity ต่อเศรษฐกิจไทย เพราะการเติบโตของตลาดสุขภาพจะสร้างผลต่อประเทศได้มากขึ้น หากอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องสามารถพัฒนาทักษะ เทคโนโลยี และความสามารถในการผลิตตามไปด้วย

มีตลาดอย่างเดียว ยังต้องมีงานวิจัยและกลยุทธ์ที่เหมาะสม

อีกตัวอย่างที่ ดร.แบ๊งค์อธิบายคืออุตสาหกรรมสมุนไพร ซึ่งมีผลิตภัณฑ์และสารออกฤทธิ์หลากหลายชนิด แต่ละกลุ่มมีความพร้อมแตกต่างกัน ทั้งด้านองค์ความรู้ ความปลอดภัย และตลาด

หากสมุนไพรชนิดหนึ่งมีงานวิจัยรองรับ มีความปลอดภัย และมีผู้เล่นในตลาดอยู่แล้ว การพัฒนาสารสกัดเพื่อเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่การผลิตของบริษัทที่มีอยู่เดิมอาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสม แต่หากมีความรู้และความปลอดภัยพร้อม โดยยังไม่มีผู้เล่นรายใหญ่ครองตลาด ก็อาจมีโอกาสพัฒนาสินค้าเพื่อจำหน่ายแก่ผู้บริโภคโดยตรง

ส่วนผลิตภัณฑ์ที่ยังขาดหลักฐานความปลอดภัยจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการวิจัยและการทดสอบก่อน

ตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นว่าการส่งเสริม Wellness ต้องพิจารณาความพร้อมของอุตสาหกรรมย่อยอย่างละเอียด เพื่อกำหนดรูปแบบการลงทุนและมาตรการสนับสนุนให้เหมาะสม

ดร.แบ๊งค์ยังเน้นเรื่องการปรับกฎระเบียบให้รองรับนวัตกรรมโดยคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้บริโภค รวมถึงการทำ Foresight เพื่อมองแนวโน้มเทคโนโลยีล่วงหน้า เพราะการพัฒนาเทคโนโลยีสุขภาพบางประเภทอาจใช้เวลาหลายปีหรือหลายทศวรรษกว่าจะเข้าสู่ตลาดได้

เมื่อเครื่องยนต์ใหม่ส่งแรงให้เครื่องยนต์เดิม

จากการบรรยายของ ดร.แบ๊งค์ ภาพของ Wellness ในฐานะ Growth Engine จึงเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมหลายกลุ่มที่ไทยมีฐานอยู่แล้ว ทั้งอาหาร เกษตร การท่องเที่ยว และบริการสุขภาพ

เกษตรและการแปรรูปสามารถพัฒนาไปด้วยกัน การท่องเที่ยวสามารถเชื่อมกับ Creative Content Economy ขณะที่ Wellness มีศักยภาพสร้างความต้องการใหม่ให้กับอุตสาหกรรมอาหารและการผลิตเทคโนโลยีทางการแพทย์

ความเชื่อมโยงเหล่านี้เป็นส่วนสำคัญของการวางอุตสาหกรรมเป้าหมายในกรอบการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย เพราะช่วยให้การเติบโตของภาคเศรษฐกิจหนึ่งส่งผลต่อการขยายตัวและการเพิ่มผลิตภาพของภาคเศรษฐกิจอื่น

สำหรับประเทศไทยซึ่งมีฐานด้านอาหาร เกษตร การท่องเที่ยว และบริการสุขภาพอยู่แล้ว Wellness จึงเป็นโอกาสในการต่อยอดความสามารถที่มีอยู่ และเชื่อมการเติบโตของอุตสาหกรรมเหล่านี้เข้าด้วยกัน

ศักยภาพของเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่นี้จะขึ้นอยู่กับความสามารถในการพัฒนาเทคโนโลยี เพิ่ม Productivity และสร้างความเชื่อมโยงตลอดห่วงโซ่เศรษฐกิจ เพื่อให้การเติบโตของ Wellness ส่งแรงไปยังอุตสาหกรรมอื่นได้จริ

Key takeaways

ประเด็นสำคัญ

แคปหน้าจอการ์ดแต่ละใบเพื่อแชร์ต่อได้ · Screenshot any card to share

Wellness ลากอาหารและเกษตรได้

Wellness can pull food and agriculture forward

ตลาดสุขภาพเชื่อมโยงกับอาหาร เกษตร การท่องเที่ยว และเครื่องมือแพทย์ ความเชื่อมโยงแบบ Forward และ Backward Linkage ทำให้การเติบโตของอุตสาหกรรมหนึ่งส่งต่อไปยังอีกอุตสาหกรรมหนึ่ง

The wellness market connects food, agriculture, tourism, and medical devices. Forward and backward linkages allow growth in one industry to create opportunity in another.

ดร.สุทธิพร งามอรุณโชติ หรือ ดร.แบ๊งค์Dr. Suthiporn Ngamarunchot, Dr. BankPlant-Rich Leaders: Awards & Showcase 2026Conscious Dining Day · 5 October 2026

ต้องมีทั้งตลาด งานวิจัย และผลิตภาพ

Growth needs markets, research, and productivity

การมีตลาดเพียงอย่างเดียวไม่พอ ไทยต้องพัฒนาทักษะ เทคโนโลยี งานวิจัย และกฎระเบียบที่รองรับนวัตกรรมอย่างปลอดภัย เพื่อเปลี่ยนฐานความสามารถเดิมให้เป็นมูลค่าใหม่

A market alone is not enough. Thailand needs skills, technology, research, and regulation that supports safe innovation.

ดร.สุทธิพร งามอรุณโชติ หรือ ดร.แบ๊งค์Dr. Suthiporn Ngamarunchot, Dr. BankPlant-Rich Leaders: Awards & Showcase 2026Conscious Dining Day · 5 October 2026
อ่านมุมมองของวิทยากรท่านอื่น · Read other stories